Love Plant

เริ่มต้นง่ายๆ ทานอาหาร อย่าให้เหลือ

หนังสือ ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว โดย มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ

หลักการ “เกษตรกรรมไม่กระทำ” ของ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ (Masanobu Fukuoka 福岡 正信) มี 4 ข้อ ซึ่งเขาอธิบายใน “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ดังต่อไปนี้:

  1. ไม่ไถพรวนดิน
  2. ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก
  3. ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ
  4. ไม่ใช้สารเคมี

Masanobu-Fukuoka 2002

ข้อ 1 ไม่ไถพรวนดิน เป็นเวลาหลายร้อยปีมาแล้วที่เกษตรกรเชื่อว่าการไถเป็นสิ่งจำเป็นต่อการปลูกพืช อย่างไรก็ตาม การไม่ไถพรวนดินคือพื้นฐานของเกษตรกรรมธรรมชาติ พื้นดินมีการไถพรวนตามธรรมชาติด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว โดยการแทรกซอนของรากพืช และการกระทำของพวกจุลินทรีย์ทั้งหลาย สัตว์เล็กๆ และไส้เดือน

ทันทีที่เลิกการไถพรวนดิน จำนวนวัชพืชจะลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ประเภทของวัชพืชในที่ดินแปลงนั้นก็จะเปลี่ยนแปลงไปด้วย วิธีการโดยทั่วไปในการจัดการกับวัชพืชก็คือการไถพรวนดิน แต่เมื่อคุณไถพรวนดิน เมล็ดที่อยู่ลึกในดินซึ่งไม่มีโอกาสงอกอยู่แล้วก็จะถูกพรวนให้ขึ้นมาอยู่ที่ผิวดิน และเป็นโอกาสให้มันได้งอกขึ้นมา ยิ่งกว่านั้นการไถพรวนดินก็เป็นวิธีที่ทำให้วัชพืชที่งอกไวโตเร็วทั้งหลายแพร่ขยายตัวยิ่งขึ้น ดังนั้น คุณอาจพูดได้ว่าเกษตรกรที่พยายามควบคุมการเติบโตของวัชพืชโดยการไถพรวนดินนั้น แท้จริงแล้วเป็นผู้หว่านเมล็ดพันธุ์แห่งความโชคร้ายด้วยตัวเขาเอง

ข้อ 2 ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยหมัก คนเรามักจะเข้าไปวุ่นวายกับธรรมชาติ และเขาก็ไม่สามารถแก้ไขผลเสียที่เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะพยายามอย่างไร วิธีการเพาะปลูกที่เลินเล่อสะเพร่าทำให้สูญเสียหน้าดินอันอุดมสมบูรณ์ไป และดินก็จะจืดลงทุกปี แต่ถ้าปล่อยดินอยู่ในสภาพของมันเองดินจะสามารถรักษาความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติเอาไว้ได้ ซึ่งเป็นไปตามวงจรชีวิตของพืชและสัตว์อย่างมีระเบียบ

ไม่มีความจำเป็นต้องทำปุ๋ยหมัก ผมไม่ได้พูดว่าคุณไม่ต้องใช้ปุ๋ยหมัก เพียงแต่ว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำงานมากขึ้นเพื่อการนี้ ถ้าปล่อยให้ฟางคลุมพื้นที่นาในระหว่างฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูใบไม้ร่วง และใส่ปุ๋ยมูลสัตว์จากขี้ไก่หรือขี้เป็ดเพียงเล็กน้อย ภายใน ๖ เดือนมันจะเปื่อยได้ที่

ในการทำปุ๋ยหมักด้วยวิธีทั่วไปนั้น เกษตรกรจะต้องทำงานอย่างเป็นบ้าเป็นหลังท่ามกลางแสงอาทิตย์อันร้อนระอุ ตั้งแต่สับฟางให้เป็นชิ้น ๆ เติมน้ำเติมปูนขาว พลิกชั้นปุ๋ยและลากเอาปุ๋ยที่หมักได้ที่แล้วมาใช้ในนา เขาทำตัวให้ลำบากเช่นนี้เพราะคิดว่ามันเป็น “วิธีที่ดีกว่า” ผมอยากเห็นเกษตรกรโปรยฟางหรือแกลบ หรือขี้เลื่อยบนที่นาของพวกเขามากกว่า

ข้อ 3 ไม่กำจัดวัชพืช ไม่ว่าโดยการถางหรือใช้ยาปราบ วัชพืชมีบทบาทสำคัญในการสร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดินและช่วยให้เกิดความสมดุลในสิ่งแวดล้อมทางชีววิทยา ตามหลักการพื้นฐาน วัชพืชเป็นสิ่งที่ต้องควบคุม แต่ไม่ต้องกำจัด การใช้ฟางคลุม และปลูกพืชคลุมดินจำพวกถั่วปนไปกับพืชผล ตลอดจนการปล่อยน้ำเข้านาเป็นครั้งคราว เป็นวิธีควบคุมวัชพืชได้อย่างดีในนาของผม

วิธีทํานาโดยทั่วไป มักจะเก็บกักน้ำไว้ในนาข้าวสูงหลายนิ้วตลอดฤดูการเพาะปลูก เกษตรกรปลูกข้าวในที่น้ำท่วมขังเป็นเวลาหลายศตวรรษ จนกระทั่งคนส่วนใหญ่เชื่อว่าไม่มีการปลูกข้าวด้วยวิธีอื่นอีกแล้ว ข้าวนาลุ่มนานาพันธุ์จะแข็งแรงเมื่อปลูกในที่นาที่น้ำท่วมขัง แต่การปลูกวิธีนี้ไม่เป็นผลดีต่อต้นข้าว ต้นข้าวจะเติบโตได้ดีที่สุด เมื่อมีน้ำอยู่ในดินในระหว่างร้อยละ ๖๐-๘๐ ของจุดอิ่มตัวของดินในการรับน้ำ เมื่อไม่ปล่อยให้น้ำท่วมขัง ต้นข้าวจะมีรากแข็งแรง และจะสามารถสู้กับการรุกรานของเชื้อโรคและแมลง

เหตุผลหลักในการปลูกข้าวในที่น้ำท่วมขัง ก็เพื่อควบคุมวัชพืชโดยการจัดสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้วัชพืชเพียงไม่กี่ชนิดสามารถมีชีวิตรอดอยู่ได้ แต่กระนั้นก็ยังต้องอาศัยการถอนด้วยมือ หรือเครื่องมือในการไถกลบ วิธีแบบพื้นบ้านเป็นนี้เป็นงานที่กินเวลาและทำให้ปวดหลัง ซึ่งเป็นงานที่ต้องทำแล้วทำเล่าหลายครั้งหลายหนในทุกฤดูกาลเพาะปลูก

ข้อ 4 ไม่ใช้สารเคมี เมื่อพืชอ่อนแอลงเพราะผลจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ อันได้แก่การไถพลิกดิน การใช้ปุ๋ยเป็นต้น ความไร้สมดุลของโรคพืช และแมลงก็จะกลายเป็นปัญหาใหญ่ ในการเกษตรธรรมชาตินั้นหากปล่อยไว้ตามลำพังจะอยู่ในสภาพสมดุล แมลงที่เป็นอันตรายและโรคพืชมักมีอยู่เสมอ แต่ไม่เคยเกิดขึ้นในธรรมชาติจนถึงระดับที่ต้องใช้สารเคมีที่มีพิษเหล่านั้นเลย วิธีการควบคุมโรคและแมลงที่เหมาะสม ก็คือการปลูกพืชที่แข็งแรงในสภาพแวดล้อมที่สมบูรณ์

ความคิดพื้นฐานปรากฏแก่เขาในวันหนึ่ง ขณะที่เขาเดินผ่านทุ่งนารกร้างแห่งหนึ่งที่ดินไม่เคยถูกไถพรวนมาเป็นเวลาหลายปี ที่นั่นเขาแลเห็นต้นข้าวที่แข็งแรงแทงยอดออกมาท่ามกลางกอหญ้าของวัชพืช จากนั้นเป็นต้นมา เขาเลิกกักน้ำไว้ในนาเพื่อที่จะปลูกข้าว เขาเลิกหว่านเมล็ดข้าวในฤดูใบไม้ผลิ แต่เปลี่ยนมาหว่านเมล็ดในฤดูใบไม้ร่วงแทน และหว่านเมล็ดลงไปบนท้องนาโดยตรงซึ่งเมล็ดเหล่านั้นจะตกลงไปบนผืนดินโดยธรรมชาติ แทนที่จะไถพรวนดินเพื่อกำจัดวัชพืช เขาเรียนรู้ที่จะควบคุมมันโดยการใช้พืชคลุมดินจำพวกถั่ว เช่นไวท์โคลเวอร์ และฟางข้าว เมื่อเขาแลเห็นว่าสภาพเช่นนั้นมีแนวโน้มที่เป็นประโยชน์ต่อพืชผลของเขา ฟูกูโอกะจะเข้าไปแทรกแซงพืชผลรวมทั้งชุมชนของสัตว์ในไร่นาของเขาน้อยที่สุดเท่าที่จะน้อยได้ –
“ปฎิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว”

สำนวนแปล รสนา โตสิตระกูล

มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ เกิดเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ พศ.2456 ในหมู่บ้านเล็กๆ บนเกาะชิโกกุทางตอนใต้ของญี่ปุ่น เสียชีวิตเมื่อ 16 สิงหาคม พศ.2551 (อายุ 95 ขวบ) เป็นผู้คิด และเผยแพร่ เกษตรกรรมธรรมชาติ (จิเซ็น โนะ โฮ, shizen nōhō, 自然農法) = Natural Farming

ผลงานการเขียน The One Straw Revolution (Shizen Noho Wara Ippon No Kakumei) ตีพิมพ์ครั้งแรกในภาษาญี่ปุ่นเมื่อปี พ.ศ. 2518 (1975) และถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี 2519 ส่วนฉบับแปลไทย โดย รสนา รังสิตระกูล ตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อพ.ศ. 2530

ข้อมูลเพิ่มเติม

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

%d bloggers like this: