Love Plant

เริ่มต้นง่ายๆ ทานอาหาร อย่าให้เหลือ

เพราะเราเชื่อว่า เกษตรอินทรีย์ คือวิถีที่ยั่งยืน

โฆษณา เกษตรอินทรีย์ แบบที่ 1
คุณสมพร โพธิ์แก้ว (น้าพฤกษ์)

ชาวนาเกษตรอินทรีย์ บ้านลุ่มบัว ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี
โฆษณาความหมายดีๆ จาก Red Bull Spirit

โฆษณา เกษตรอินทรีย์ แบบที่ 2

เกษตรอินทรีย์ คืออะไร?
เกษตรอินทรีย์ คือ ระบบการผลิตที่คำนึงถึงสภาพแวดล้อมรักษาสมดุลของธรรมชาติ และความหลากหลายของทางชีวภาพ โดยมีระบบการจัดการนิเวศวิทยาที่คล้ายคลึงกับธรรมชาติ และหลีกเลี่ยงการใช้สารสังเคราะห์ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี สารเคมีกำจัดศัตรูพืช และฮอร์โมนต่างๆ ตลอดจนไม่ใช้พืชหรือสัตว์ที่เกิดจากการตัดต่อทางพันธุกรรมที่อาจเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม เน้นการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยพืชสด และ ปุ๋ยชีวภาพในการปรับปรุงบำรุงให้มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้ต้นพืชมีความแข็งแรงสามาร­ถต้านทานโรค และแมลงด้วยตนเอง รวมถึงการนำเอาภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้ประโยชน์ด้วย ผลผลิตที่ได้จะปลอดภัยจากสารพิษตกค้าง ทำให้ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภค และไม่ทำให้สภาพแวดล้อมเสื่อมโทรมอีกด้วย
ที่มา : กรมวิชาการเกษตร

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.redbullspirit.org/interest/interest-6-0-605.html

สมพร โพธิ์แก้ว

ข้าวอินทรีย์ คืออะไร? 
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=82

ศัพท์คำว่า “ข้าวอินทรีย์” เพิ่งเกิดขึ้นในช่วง พ.ศ.2535 โดย กรมวิชาการเกษตร ร่วมกับบริษัทนครหลวงค้าข้าว และ บริษัทไชยวิวัฒน์อุตสาหกรรมอาหาร ที่มีโครงการวิจัยข้าวออร์แกนิกส์ ต้องการหาชื่อ ที่เป็นไทยมาใช้แทน Organic Rice

แรกทีเดียวมีการเสนอคำว่า “ข้าวปลอดสารพิษ” และข้าวอนามัย ซึ่งได้รับการโต้แย้งจากฝ่ายราชการว่า หากใช้คำว่าข้าวปลอดสารเท่ากับยอมรับว่า ผลผลิตข้าวส่วนอื่นๆ ของประเทศไทยมีสารพิษเจือปน ในที่สุดมาลงตัว ที่คำว่า “ข้าวอินทรีย์”

ข้าวอินทรีย์ เป็นผลผลิต ที่มาจากการผลิตแบบอินทรีย์ (Organic farming หรือ Organic argriculture) เป็นการผลิต ที่หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีทุกชนิด หรือสารสังเคราะห์ต่างๆ รวมไปถึงปุ๋ยเคมี และยาปราบศัตรูพืช ในทุกขั้นตอนการผลิต เน้นการใช้สารอินทรีย์จากธรรมชาติ

การเตรียมการเริ่มจาก การเตรียมพื้นที่ ต้องหาโซนการผลิต ที่มีน้ำฝนอุดมสมบูรณ์ มีการใช้สารเคมี และยาปราบศัตรูพืชน้อยมากมาก่อน การเตรียมดิน ทุกฤดูการผลิตต้องใช้ปุ๋ยจากธรรมชาติ สภาพแวดล้อมของพื้นที่ และพื้นที่ข้างเคียงต้องปลอดจากสารเคมีด้วย

หากมีความจำเป็นในการปราบศัตรูพืช ต้องเป็นสารอินทรีย์ ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อสารรับอนุญาต ทั้งนี้ต้องไม่มีสารปนเปื้อนตกค้างในผลผลิต ในดิน น้ำ

ปัจจุบัน ผู้บริโภคส่วนหนึ่ง ที่สับสนว่า ข้าวอินทรีย์ อยู่ในกลุ่มเดียวกับ ข้าวปลอดสารพิษ หรือศัพท์เรียกชื่อชนิดอื่นๆ แต่แท้จริงแล้วมาตรฐานการผลิตประเภท Organic farming

ถึงแม้ว่าข้าวหรือผลผลิต ที่ใช้สารเคมีในปริมาณน้อยจนไม่สามารถตรวจพบ หรือน้อยกว่าค่ามาตรฐานก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถจัดอยู่ในกลุ่ม Organic Product ได้

มาตรฐานของผลผลิตเกษตรอินทรีย์ ปัจจุบันถูกกำหนดโดย FAO/WHO (Codex) เรียกว่า ค่ามาตรฐาน MRL ซึ่งการส่งออกของไทยเข้าไปยังประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป จะต้องผ่านบริษัทตรวจสอบมาตรฐาน เพื่อรับรองคุณภาพเสียก่อน คล้ายคลึงกับมาตรฐานอุตสาหกรรม ISO

ถึงแม้ว่า การปลูกข้าวแทบทั้งหมดในประเทศไทยไม่ได้ควบคุมสารเคมี และปุ๋ยอย่างจริงจัง จนกล่าวได้ว่า พื้นนาจำนวนมากเวลานี้มีการสั่งสมของสารเคมี และการสูญสภาพของดินไปแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ กรมวิชาการเกษตรยังมองว่า หากมีนโยบายปรับเปลี่ยนพื้นที่นาปกติมาเป็นนาข้าวอินทรีย์ ก็ยังคงมีความเป็นไปได้

โดยระบุว่า เกษตรกรไทยในพื้นที่นาน้ำฝน เขตภาคเหนือ และตะวันออกเฉียงเหนือทำนาปีละเพียงหนึ่งครั้ง ทำให้รักษาสภาพแวดล้อมได้ด้วยตัวเองดีระดับหนึ่ง ถือเป็นพื้นที่สำหรับเปลี่ยนมาสู่กระบวนการผลิตแบบชีวภาพได้ง่าย แต่ทั้งเกษตรกร และผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดจะต้องมีความรู้ความเข้าใจเล็งเห็นความสำคัญ และความยั่งยืนระยะยาวของระบบใหม่นี้

นอกเหนือจากพื้นที่ 3 อำเภอในภาคเหนือตอนบน ซึ่งเข้าสู่การผลิต เพื่อส่งออกได้รับรองมาตรฐาน จากสหภาพยุโรปแล้ว ปัจจุบันประเทศไทยยังมีพื้นที่ผลิตข้าวอินทรีย์ เพื่อจำหน่ายทั่วไปในพื้นที่ภาคอีสาน โดยเป็นการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs)

สมพร โพธิ์แก้ว
https://www.facebook.com/photo.php

คัดลอกจาก http://www.biothai.net/node/145

สมพร โพธิ์แก้ว ชาวนาโรงเรียนชาวนา บ้านลุ่มบัว ต.บ้านโพธิ์ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี หันมาทำนาอินทรีย์ โดยอาศัยเทคนิคการไถกลบ และหมักฟางโดยจุลินทรีย์หมักเองราคาต่ำ 

“หลังจากเกี่ยวข้าวแล้ว ก็จะหมักฟางเอาไว้ โดยใช้น้ำจุลินทรีย์หมัก หยอดตอนย่ำเทือก ซึ่งจะใช้เวลาหมักนานหน่อย คนที่เขาไม่ทำเพราะว่าเขาต้องรีบไถ รีบหว่าน ก็ใช้วิธีเผา มันเร็ว แต่ของเราต้องหมักดินให้ดีแล้วจึงค่อยหว่าน ก็ได้ผลดี โดยไม่ต้องใช้สรเคมีเลย ผมเริ่มทำตั้งแต่ปี 2543/44 ปัจจุบันนี้ไม่ต้องใช้สารเคมีเลย ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนก็ใช้สารเคมีมาก ตอนนี้ได้ผลผลิตไร่ละ 1 ตัน ทำแบบนี้ต้นทุนใช้พันกว่าบาทต่อไร่”

ด้วยระบบการผลิตที่ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการมุ่งสร้างปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน และการเพิ่มอินทรียวัตถุนี้ ทำให้ต้นข้าวมีความแข็งแรง ขณะเดียวกันได้รักษาชีวิตของเหล่าแมลงที่ทำหน้าที่เป็นตัวห้ำ ตัวเบียนที่คอยกำจัดแมลงศัตรูพืช ฟื้นความสมดุลของระบบนิเวศในการควบคุมแมลงไปพร้อมๆ กับการเปิดโอกาสให้ กุ้ง หอย ปู ปลา พืชน้ำ ฯลฯ กลับคืนและมีชีวิตอยู่รอดได้ในระบบนาอินทรีย์ ซึ่งเหล่านี้ล้วนเคยเป็นแหล่งอาหารอันสมบูรณ์ของชาวนาในยุคที่นายังปลอดจากสารพิษทางการเกษตร

เทคโนโลยีที่ชาวนาสามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยไม่ทำเงินหลุดหายไปเข้ากระเป๋าบรรษัทเคมีการเกษตรนั้นชาวนาสามารถเรียนรู้ และทดลองทำเองได้ง่ายๆ แต่ยังติดขัดตรงนี้ เทคนิคเหล่านี้แม้จะเป็นผลดีต่อเกษตรกร แต่ขัดต่อผลประโยชน์ที่เหล่าพ่อค้านายทุนที่ใกล้ชิด และเป็นคนปล่อยสินเชื่อเงินกู้ให้ชาวนาเอาไปผลิตก่อน และจ่ายให้หลังเก็บเกี่ยว ซึ่งท้าทายว่ารัฐบาลและกระทรวงเกษตรฯ จะต้องเลือกให้ได้ภายใต้วิกฤติข้าวแพงนี้ว่า … จะเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหารากเหง้าชาวนาที่นับวันรอว่าปัญหาจะคลี่คลาย หรือกลายเป็นปัญหาซ้ำเติม ซ้ำซาก วนเวียน ในวังวนแห่งผลประโยชน์ของใคร?

+

คัดลอกจาก https://www.facebook.com/photo.php

น้าพฤกษ์ หรือ สมพร โพธิ์แก้ว เจ้าของแปลงนาทดลอง ที่ช่วยทำงานร่วมกับมูลนิธิข้าวขวัญ น้าพฤกษ์ประกาศตัวเองชัดเจนว่าเป็นชาวนาโดยสายเลือด เพราะตั้งแต่จำความได้ไม่เคยทำงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพเลย นอกจากทำนา เขายังเป็นชาวนาที่หันหลังให้กับปุ๋ยและสารเคมีโดยสิ้นเชิง มาหลายปีแล้ว แถมยังจัดการทุกอย่างในนาข้าวด้วยตัวเองทั้งหมด ตั้งแต่หว่าน ดำ จนถึงเก็บเกี่ยว

เขาบอกผู้ไปเยือนด้วยสีหน้าและแววตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความภาคภูมิใจแบบสุดสุดว่า ทุกวันนี้เขาลงทุนปลูกข้าวด้วยเงินเพียงไร่ละ 900 กว่าบาทเท่านั้น ราคาข้าวเกวียนละหมื่นกว่าบาท จึงเป็นผลตอบแทนที่งดงามอย่างยิ่ง ในอนาคต ต่อให้ข้าวถูกกดราคาเหลือเพียงเกวียนละ 4,000 บาท เขาก็ยังยิ้มได้อย่างที่เราเห็นอยู่ตอนนี้

ก่อนหน้าผมใช้สารเคมีหนักมาก ทั้งปุ๋ย ทั้งยาฆ่าแมลง และแต่ละปีก็ต้องเพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายก็ไม่ค่อยดี เวลาขายทีก็ต้องลุ้นว่าปีนี้รัฐบาลประกันราคาให้เท่าไร จะคุ้มไหม ตอนนั้นลงทุนทั้งพันธุ์ข้าว ทั้งยา ทั้งปุ๋ย ไร่นึงไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท และตอนนั้นสินค้าก็ไม่ได้แพงขนาดนี้”

ก่อนที่จะเปลี่ยนจากนาสารเคมี มาเป็นนาปลอดสาร เขาชั่งใจและกลัวพอสมควร แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจเปลี่ยนทีละน้อย จนเป็นเกษตรอินทีย์เต็มตัว”ผมไม่ได้หักดิบแบบหนึ่งกับเหรียญ(ทั้งสองเป็นทั้งคุณครูและเป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิข้าวขวัญ) เพราะยังไม่กล้าพอ จึงค่อยๆ ทำทีละน้อย ชีวิตดีขึ้นมา เหนื่อยน้อยลง เมื่อก่อนผมต้องกังวลกับทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องปุ๋ยกับเรื่องยา กลัวข้าวไม่โตบ้าง กลัวแมลงลงบ้าง เกี่ยวข้าวเสร็จหน้านึงก็จะไม่สบายตลอด เพราะสารเคมีมันเยอะ เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกังวลอะไรเลย พันธุ์ข้าวก็เอาจากในนาเราเอง ไม่ต้องซื้อ ปุ๋ยก็ทำเอง ยาฆ่าแมลงก็ทำเอง หนึ่งกับเหรียญทำนาแรกๆ อาจจะลงทุน 4 พันต่อไร่ ได้ข้าวแค่ 80 ถัง เพราะดินมันกำลังปรับตัว แต่หลังจากนี้ ต้นทุนเขาก็จะลดลง ลดลง ผลผลิตข้าวก็จะได้มากขึ้นด้วย”

ทุกวันนี้ผมมีความสุข ไม่ใช่เพราะข้าวราคาสูง แต่เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองเป็นเจ้าของกิจการ ลงทุนน้อย ได้กำไรงาม ร่างกายแข็งแรง มีเวลาว่างทำประโยชน์ให้สังคมมากมาย ผมอยากให้เพื่อนชาวนาทั้งประเทศเป็นแบบผม ทำไม่ยาก ผมทำมาแล้ว”

+

ข่าวอบรมจาก http://www.redbullspirit.org/news/news-7-0-595.html

ข้าวอินทรีย์วิถีคนไทย (ภาคใต้)

ในปัจจุบันพันธุ์ข้าวที่ใช้มีเพียงไม่กี่สายพันธุ์ปลูกเพื่อเน้นผลผลิตตามความต้องการของตลาด ต้องพึ่งพาสารเคมี ยาฆ่าแมลง และปุ๋ยชาวนากลายเป็นหนี้เสียสุขภาพพันธุ์ข้าวพื้นเมืองจึงค่อยๆ จางหายพร้อมกับการสูญเสียความมั่นคงทางอาหารของคนไทย

     โครงการ เรดบูล สปิริต สร้างความเชื่อมโยงและส่งเสริมให้เห็นความสำคัญในการเกื้อกูลกัน ระหว่างผู้ปลูกและผู้บริโภคชี้ให้เห็นถึงความสำคัญและการรักษาพันธุกรรมข้าวเพื่อความยั่งยืน และ ความมั่นคงทางอาหารของคนไทย ฟื้นคืนระบบเกษตรกรรมที่ไม่พึ่งพาสารเคมี ลดผลกระทบ ทางสิ่งแวดล้อม และเพื่อสร้างสังคมที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงส่งเสริมต่อกันและสร้างวัฒนธรรม การบริโภคที่มีความหลากหลาย เข้าใจในความสำคัญของพันธุกรรมข้าวเพื่อพัฒนาความมั่นคง ทางอาหารอย่างยั่งยืน

กำหนดการ
สถานที่ : จ.พัทลุง
อาสาสมัครร่วมโครงการ : จำนวน 50 คน
ปิดรับสมัคร : ถึงวันที่ 13 ส.ค. 55
วันที่จัดกิจกรรม : 24-26 ส.ค. 55
วิธีการสมัครเข้าร่วมกิจกรรม
1.
Login หน้าแรกของเวป (ถ้าเป็นสมาชิกเก่า) คลิกปุ่มสมัครเข้าร่วมกิจกรรมกรอก รายละเอียดและกดยืนยันการเข้าร่วม สำหรับสมาชิกใหม่ ต้องสมัครเข้าเป็น สมาชิกเว็บไซต์ก่อน กรอกรายละเอียดเสร็จแล้วให้คลิกปุ่มสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและยืนยันการเข้าร่วมเป็นอันเสร็จสิ้น
2.
หลังจากปิดรับสมัครแล้วจะทำการคัดเลือกผู้สมัครโดยการแรนดอม ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก จะได้รับ SMS จาก RBS และเพื่อยืนยันการเข้าร่วมกิจกรรมให้พิมพ์ CODE ที่ได้รับ เว้นวรรค ชื่อ-สกุล ส่งมาที่ 4554777 ภายในวันที่กำหนด (ผู้ที่บล็อคข้อความเกี่ยวกับการรับข้อมูล ข่าวสารต่างๆ เช่น ดูดวง ผลฟุตบอล และsmsที่เป็นspamไว้ จะไม่ได้รับข้อความแรนดอม จาก RBS เช่นเดียวกัน)
3. ประกาศรายชื่อผู้ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรม ในบอร์ดกระดานสนทนา >> กิจกรรม อาสาสมัครปีที่ 5>> ….(หัวข้อกิจกรรมนั้นๆ ที่สมัครไว้)

** สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม (089-8906349) เก่งครับ **


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Information

This entry was posted on 3 August 2012 by in Resources and tagged , .
%d bloggers like this: